ประวัติเมืองเชียงราย

นับแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นต้นมา ผืนแผ่นดินเชียงรายอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้ มีกลุ่มชนหลั่งไหลผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาอาศัยอยู่อย่างไม่ขาดสาย วิถีชีวิตชนแต่ละยุคสมัยก่อร่าง…สร้างตัวและสร้างบ้าน…แปงเมืองมาเป็นระยะจนกลายเป็นมรดกอารยธรรมอันทรงคุณค่า การย้อนกลับไปมองอดีตซึ่งเป็นที่มาที่ไปของปัจจุบัน จึงเป็นการท่องเที่ยวรูปแบบหนึ่งที่จะทำให้ได้รู้จักเชียงรายมากขึ้น จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์อาณาจักรโบราณและเมืองต่างๆ อันเป็นที่ตั้งของจังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน สามารถแบ่งประวัติเมืองเชียงรายออกเป็น 4 ยุค คือ

ยุคแรก : อาณาจักรโยนกไชยบุรีศรีช้างแสน

พงศาวดารโยนกกล่าวถึงมหากษัตริย์นาม เทวกาละ ผู้ครองเมืองนครไทยเทศ มีเมืองราชคฤห์เป็นนครหลวง พระองค์มีราชโอรส 30 พระองค์ โดยแบ่งราชโอรสและธิดาทั้ง 60 พระองค์ แล้วแต่งตั้งให้เจ้าพิมพิสารโอรสองค์แรกเป็นอุปราชา และให้อภิเษกสมรสกับพระราชธิดาผู้หนึ่งให้อยู่ในเมืองราชคฤห์นครหลวง ส่วนราชโอรสและราชธิดาที่เหลือให้จับคู่กันแล้วแยกย้ายไปตั้งบ้านเมืองตามที่ต่างๆ

เจ้าสิงหนวัติกุมารโอรสที่สองกับน้องหญิงผู้หนึ่ง ได้แบ่งเอาราชสมบัติพร้อมไพร่พลแสนหนึ่งแล้วก็เสด็จออกจากเมืองราชคฤห์นครหลวงข้ามแม่น้ำสระพูมุ่งหน้าไปทางทิศอาคเนย์ ออกจากเมืองราชคฤห์ได้ 4 เดือน จึงได้พบชัยภูมิแห่งหนึ่งซึ่งเหมาะสมก่อนจะสร้างเมืองพันธุสิงหนวัตินคร
เมืองพันธุสิงหนวัตินคร มีความสงบสุขร่มเย็นตลอดสมัยของพระเจ้าสิงหนวัติ พระองค์ครองราชย์สมบัติได้ 102 ปี มีอายุได้ 120 ปี (บางตำนานก็ว่าครองราชได้ 52 ปี ) ภายหลังอาณาจักรโยนกนครไชยบุรีศรีช้างแสน ที่มีเมืองพันธุสิงหนวัตินครเป็นเมืองหลวงนั้น ตำนานได้กล่าวไว้ว่า ได้มีกษัตริย์ปกครองสิบเนื่องต่อกันมาประมาณกว่า 40 พระองค์
อาณาจักรโยนก ได้มีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาจนสมัยพระองค์มหาไชยชนะ อาณาจักรแห่งนี้จึงได้ถึงกาลล่มสลายพร้อมราชวงค์ หลังจากนั้นชาวเมืองปรึษากันให้ขุนหลังผูใหญ่บ้านขึ้นครองรราชแทน ซึ่งยศศักดิ์ที่ได้มาจากการประชุมปรึกษาหารือดังกล่าว จึงเป็นที่มาของชื่อ เวียงปรึกษา หลังจากนั้นมีผู้ปกครองสิบต่อกัน 15 คน รามเวลา 93 ปี

ยุคที่สอง : หิรัญนครเงินยาง

ยุคนี้กล่าวถึงลวจังกราช หรือ ลวจักกราช ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์นี้ หลักฐานบางฉบับเรียกว่า ราชวงศ์ลาว เนื่องจากพระนามกษัตริย์ราชวงศ์นี้ล้วนขึ้นต้นด้วยคำว่า “ลาว” สันนิษฐานว่ามีอำนาจอยู่ในเมืองเชียงลาวอยู่ใกล้บริเวณดอยตุงและแม่น้ำสาย ก่อนขยายมาสู่เมืองเงินยางซึ่งอยู่ริมแม่น้ำโขงที่ใกล้กับเมืองเชียงแสน หรืออาจเป็นบริเวณเดียวกัน เมืองเงินยางมีชื่อเรียกภาษาบาลีว่า “หิรัญนคร” อันเป็นที่มาของชื่อ
ลวจังกราช มีราชบุตร 3 พระองค์ คือ ลาวครอบ ลาวช้างและลาวเก๊าแก้วเมือง โดยได้ส่งราชบุตรออกไปสร้างบ้านแปงเมือง คือ ให้ลาวครอบ ราชบุตรองค์โตไปครองเมืองเชียงของ ลาวช้าง ราชบุตรองค์ที่สองครองเมืองยอง ส่วนลาวเก๊าแก้วเมืองราชบุตรองค์เล็กให้ครองเมืองเชียงลาวสืบเนื่องมา ด้วยเหตุนี้ภายหลังจึงทำให้ราชวงค์ลาว (ลวจังกราช) เป็นต้นของราชวงค์เมืองต่างๆ เช่น พะเยา เชียงของ เชียงคำ จนถึงสมัยพญาเม็งรายได้สร้างเมืองเชียงรายแล้วพบว่าเจ้าเมืองต่าง ๆ ได้มีเชื้อสายราชวงค์เดียวกัน จึงมีพระราโชบายรวบรวมให้เป็นปึกแผ่น
ลาวจงมีราชบุตร 2พระองคือ องค์พี่ชื่อ ลาวชิน ได้ให้ปกครองเมือง ไชยนารายณ์ ส่วนผู้น้องจอมผาเรือง ครองเมืองเชียงลาว ต่อมาลาวจอมผาเรืองมีราชบุตรชื่อ ลาวเจื่อง และได้ครองเมืองลาวระยะหนึ่ง ได้แผ่ขยายอาณาเขตไปถึงเมืองของพะยาแก๋ว ส่วนทางเมืองเงินยาง (เชียงลาว) ได้ให้ลาวเงินเรืองราชบุตรปกครองแทน ลาวเจื่องได้ให้ราชบุตรอีกหลายพระองค์ไปครองยังเมืองต่าง ๆ เช่น เมืองล้านช้าง เมืองน่าน เป้นต้น
ในสมัยลาวเม็ง รัชกาลที่ 24 พระบิดาได้สู่ขอนางอั้วมิ่งจอมเมืองหรือ นางเทพคำขยาย ธิดาท้าวรุ้งแก่นชาย เจ้านครเชียงรุ้ง มาอภิเษกเป็นชายาเจ้าลาวเมง ภายหลังอภิเษกนางเทพขยายก็ทรงมีครรภ์ แล้วประสูติพระราชโอรส เมื่อ พ.ศ 1782 ทรงพระนามว่า “เจ้าเม็งราย”

ยุคที่สาม : เชียงราย (เม็งราย)

พ.ศ 1802 พญาเม็งราย ขึ้นครองราชย์เมืองหิรัญนครเงินยางขณะพระชนม์มายุ 20 พรรษา ทรงให้กองทัพออกปราบปรามเมืองต่าง ๆ ที่แข็งข้อตีได้เมืองมอบ เมืองไร เมืองเชียงคำ ครั้นปลดผู้ครองเมืองก็ได้แต่งตั้งขุนนางไปรักษาการ ขณะที่หลายเมือง อาทิ เชียงช้าง เป็นต้น ต่างอ่อนน้อมยอมเป็นเมืองขึ้น

ครั้นรวบรวมหัวเมืองฝ่ายเหนือได้ พระองค์ปรารถนาจะปราบหัวเมืองฝ่ายได้ จึงได้ลงไปอยู่เวียงต่าง ๆ ครานั้นเองช้างมงคลของพระองค์พลัดหายจึงออกตามหาไปถึงยอดจอมทองริมน้ำแม่กก ทรงเห็นชัยภูมิงดงามจึงสร้างเมืองเชียงรายขึ้นราว พ.ศ 1805 ปีนั้นเอง หลังจากตีเมืองเชียงตุงสำเร็จ 3 ปี ให้หลังเสร็จไปประทับอยู่เมืองฝาง (เวียงไชยปราการ) โดยมีพระราชประสงค์จะขยายอาณาเขตไปทางล้านนา หนึ่งปีต่อมายึดเมืองผาแดงและเชียงของสำเร็จ และหกปีจากนั้นตีเมืองเชิงมาครองๆได้จึงกลับมาประทับอยู่เมืองฝาง
พ.ศ.1836 พญาเม็งรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ ขนานนามว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” พระองค์ประทับเมืองเชียงใหม่จวบสวรรคต โดยเมืองเชียงรายนั้นได้ให้ขุนรามครองเมืองแทน อันเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เมืองเชียงรายมีบทบาทลดลง ขณะเดียวกันเมืองเชียงใหม่จึงกลายเป็นศูนย์กลางอาณาจักรล้านนา เป็นปึกแผ่นมั่นคงและรุ่งเรืองสูงสุดในสมัยพญาเม็งราย
เมืองฝางติดต่อกับแคว้นล้านนา พ่อค้าชาวเมืองหริภุญไชยไปมาเมืองฝางเป็นอันมาก ครั้นทรงทราบว่าเมืองหริภุญไชยมั่งคั่งสมบูรณ์จึงปราถนาได้ไว้ในอำนาจ ทรงให้อ้ายฟ้าเป็นไส้ศึกอยู่เมืองหริภุญไชยก่อนตีเมืองหริภุญไชยจากพระยายีบาได้ในที่สุด รวมทั้งเมืองเขลางค์จากพระยาเบิกน้องของพระยายีบาภายหลัง
พ.ศ. 1819 พญาเม็งรายได้ยกทัพไปตีเมืองพะเยา พระยางำเมืองเจ้าเมืองเห็นว่าสู้ไม่ได้จึงยอมยกตำบลปากน้ำให้และปฏิญาณเป็นมิตรกัน ครั้นจะตีเมืองหงสาวดี พระยาหงสาวดีสุทธโสมเจ้าเมืองยกนางปายโคพระธิดาให้เป็นราชธิดาทำให้รักษาพระราชไมตรีไว้ได้ ต่อมาจะตีเมืองพุกามอังวะเจ้าเมืองได้ถวายช่างต่างๆ อาทิ ช่างฆ้อง ช่างเหล็ก ช่างเงิน ช่างทอง เพื่อเชื่อมพระราชไมตรี
ครั้นพญาเม็งรายสวรรคต พญาไชยสงครามราชโอรสจึงครองเมืองเชียงรายสือต่อ และสถาปนาพญาแสนภูโอรสองค์ใหญ่ครองเมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ. 1861 ต่อมาพญาไชยสงครามถึงแก่ทิวงคตใน พ.ศ. 1870 พญาแสนภูจึงให้เจ้าคำฟูราชโอรสไปครองเมืองเชียงใหม่และพระองค์ได้กลับมาครองเมืองเชียงราย
ปี พ.ศ. 1871 พญาแสนภู มีพระราชประสงค์จะสร้างพระนครอยู่ใหม่ โดยเลือกชัยภูมิที่อันเป็นเมืองโบราณของเวียงไชยบุรีริมแม่น้ำโขง ใช้แม่น้ำโขงเป็นคูปราการเมืองด้านตะวันออก อีก 3 ด้าน ให้ขุดโอบล้อมพระนครไว้ พระองค์ครองเมืองเชียงแสน 7 ปีถึงแก่ทิวงคต พญาคำฟูราชโอรสจึงครองเมืองสือต่อ โดยให้ท้าวผายูราชโอรสครองเมืองเชียงใหม่ ครั้นพญาคำฟูถึงแก่ทิวงคต ท้าวผายูราชโอรสผู้ครองเมืองเชียงใหม่ครองเมืองเชียงใหม่ต่อไป แล้วให้ท้าวกือนาราชโอรสครองเมืองเชียงรายแทน นับตั้งแต่นั้นมาเมืองเชียงรายรวมถึงเมืองเชียงแสนเริ่มมีฐานะคล้ายเมืองลูกหลวง เชียงใหม่เป็นเมืองหลวง จากนั้นมีเชื้อพระวงค์ปกครองสือต่อมาอีกหลายพระองค์ สุดท้ายในสมัยพญากลม เจ้าเมืองเชียงแสน มีพระเจ้าเมกุฏครองเมืองเชียงใหม่ ใน พ.ศ. 2101 เมืองเชียงใหม่และเชียงแสนเสียแก่บุเรงนองเจ้ากรุงหงสาวดี อาณาจักรล้านนาจึงตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าตั้งแต่นั้นมา บางครั้งเป็นอิสระ บางครั้งตกใต้อำนาจกรุงศรีอยุธยา รวมเวลายาวนานนับ 200 ปี ถึงสมัยธนบุรี

ยุคที่สี่ : พันธุมติรัตนอาณาเขต

สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในพ.ศ. 2347 กรมหลวงเทพหริรักษ์และพระยายมราช ยกทัพขับไล่พม่าจากเชียงแสนสำเร็จ กวาดพลเมืองไปอยู่ตามเมือง อาทิ นครเชียงใหม่ นครลำปาง นครน่าน เมืองเวียงจันทน์ บ้างลงมายังกรุงเทพฯ บางส่วนอยู่เมืองสระบุรี เมืองราชบุรี เชียงแสนจึงร้างหลักฐานทางประวัติศาสตร์หายไปชั่วขณะ

พ.ศ. 2386 รัชกาลที่ 3 จัดตั้งเมืองเชียงรายขึ้นมาใหม่เสริมกำลังช่วยเชียงใหม่กันภัยจากพม่า พระเจ้ามโหตรประเทศเจ้าเมืองเชียงใหม่ขณะนั้นได้ให้ญาติพี่น้องอันมีเจ้าหลวงธรรมลังการเป็นเจ้าหลวงเมืองเชียงราย เจ้าอุ่นเรือนเป็นพระยาอุปราช เจ้าคำแสนเป็นพระยาราชวงค์ เจ้าชายสามเจ้าพูเกี๋ยง เป็นพระยาราชบุตร และพระยาบุรีรัตน์ มีราษฏรที่ถูกกวาดต้อนพร้อมด้วยพ่อค้าเป็นคนพื้นเมืองของไพร่เมือง 4 เมือง คือ เมืองเชียงตุง เมืองพยาก เมืองเลน เมืองสาด ราว 1,000 ครอบครัว มาตั้งสร้างบ้านเมือง มีสะดือเมืองอยู่ที่วัดจันทโลก (วัดกลางเวียง)
การปกครองเมืองเชียงรายในฐานะเป็นเมืองบริวารของเมืองเชียงใหม่ในสมัยนี้เป็นยุคที่เรียกว่า เจ้าขัน5 ใบซึ่งเป็นเชื้อสายในตระกูลเจ้าเจ็ดตนที่ได้รับการแต่งตั้งจากเมืองเชียงใหม่มาเป็นคณะปกครองเมืองเชียงราย ประกอบด้วย เจ้าหลวง (มีฐานะเป็นเจ้าเมือง) และผู้ช่วยอีก 4 ตำแหน่ง คือ พระยาอุปราช พระยาราชวงค์ พระยาราชบุตร พระยาบุรีรัตน์
พ.ศ. 2413 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เจ้าอุปราชเจ้าราชวงค์นครเชียงใหม่ มีใบบอกข้อราชการไปยังกรุงเทพฯ ว่า พม่า ลื้อ เขิน เมืองเชียงตุง ราว 300 ครอบครัวมาอยู่เมืองเชียงแสน ทว่า ไม่ยอมอยู่ใต้การปกครองของไทย จึงให้อุปราชแต่งคนไปว่ากล่าวให้ออกจากราชอาณาจักรแต่ไม่ได้ผล พ.ศ. 2417 เจ้าอินทวิไชยยานนท์ เจ้านครเชียงใหม่เกณฑ์กำลังจากเชียงใหม่ นครลำปาง เมืองลำพูน ทั้งสิ้น 4,500 คน ไปไล่ต้อนให้พ้นจากเชียงแสน เชียงแสนจึงร้างชั่วขณะ กระทั่งปี พ.ศ. 2423 ได้ให้เจ้าอินต๊ะหลานเจ้ากาวิละเจ้านครเชียงใหม่สมัยนั้นผู้ซึ่งครองเมืองลำพูนเป็นหัวหน้า นำราษฏรเมืองลำพูน เชียงใหม่ราว 1,500 ครอบครัว มาตั้งรกรากซึ่งนับเป็นการสร้างบ้านแปงเมืองครั้งสำคัญ ต่อมาเจ้าอินต๊ะได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็น พระยาราชเดชดำรง เจ้าเมืองเชียงแสน
พ.ศ. 2437 รัชการที่ 5 โปดเกล้าฯ ให้พระศรีสหเทพจัดการปกครองมณฑลพายัพเชียงใหม่ มีเก๊าสนามหลวงเป็นศูนย์กลางจัดให้มี แคว้นแก่บ้าน (กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน) แต่ละแคว้นขึ้นกับเมือง เรียกผู้ปกครองเมืองว่า เจ้าเมือง เมืองขึ้นกับบริเวณ เรียกผู้เป็นหัวหน้าว่า ข้าหลวงบริเวณ ข้าหลวงบริเวสณขึ้นต่อเก๊าสนามหลวง โดยได้จัดทำขึ้นเป็นพระราชบัญญัติ เรียกว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งมณฑลพายัพ ตั้งนครเชียงใหม่เป็นตัวมณฑล และเมืองเชียงแสนสมัยนั้นขึ้นต่อกระทรวงกลาโหม ต่อมา พ.ศ. 2453 ตรงกับ ร.ศ. 129 ได้มีการประกาศกระทรวงมหาดไทย ยกเมืองเชียงรายเป็นเมืองจัตวารวมอยู่ในมณฑลพายัพ ดังต่อไปนี้

ประกาศยกเมืองเชียงรายเป็นหัวเมืองจัตวารวมอยู่ในมณฑลพายัพ

มีพระราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ ให้ประกาศทราบทั่วหน้ากันว่า แต่เดิมเมืองเชียงราย เมืองฝาง เวียงป่าเป้า เมืองพระเยา อำเภอแม่ใจ อำเภอแม่ใจ อำเภอดอกคำใต้ อำเภอแม่สรวย อำเภอเชียงคำ อำเภอเชียงของ ได้จัดรวมเข้าเป็นจังหวัด เรียกว่า จังหวัดพายัพเหนือ ต่อมาเมืองเหล่านี้มีความเจริญยิ่งขึ้น จนเป็นเหตุให้เห็นว่า การจัดให้เป็นเมืองไม่พอแก่ราชการ และความเจริญสมควรเลื่อนการปกครองขึ้นให้สมกับราชการและความเจริญในท้องถิ่น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองเชียงแสน เมืองเชียงราย เมืองฝาง เวียงป่าเป้า เมืองพระเยา อำเภอแม่ใจ อำเภอดอกคำใต้ อำเภอแม่สรวย อำเภอเชียงคำ อำเภอเชียงของ ตั้งเป็นเมืองจัตวา เรียกว่า เมืองเชียงราย อยู่ในมณฑลพายัพ และจัดแบ่งการปกครองออกเป็น 10 อำเภอ คือ อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอดอกคำใต้ อำเภอแม่สรวย อำเภอเชียงคำ อำเภอเชียงของ เหมือนอย่างหัวเมืองชั้นในที่ขึ้นกับกรุงเทพฯ ทั้งปวง และพระทรงกรุณากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระภักดีณรงค์ ซึ่งเป็นข้าหลวงประจำจังหวัดพายัพภาคเหนือเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย รับราชการสนองพระเดชพระคุณสืบไป

ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย
ประกาศ ณ วันที่ 9 มิถุนายน รัตนโกสินทร์ศก 129
(ลงพระนาม) ดำรงราชานุภาพ
เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย

ที่มา หนังสือ เชียงรายแผ่นดินแห่งความสุข (สำนักงานจังหวัดเชียงราย)

Comments are closed.